
อินโดนีเซียเปิดเกมดึง TOYOTA ย้ายฐานจากไทย

วิกฤตอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เมื่ออินโดนีเซียเปิดเกมดึง TOYOTA และค่ายรถญี่ปุ่นส่งสัญญาณเตือน
อินโดนีเซียเปิดเกมรุกหนัก อ้อน TOYOTA ย้ายฐานการผลิตหลัก
รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของอินโดนีเซีย ปูรายา บา (Puraya Ba) ได้กล่าวในงานแสดงรถยนต์นานาชาติ GAIKINDO Indonesia International Auto Show 2026 โดยส่งสัญญาณและยื่นข้อเสนออย่างตรงไปตรงมาถึง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ขอให้พิจารณาย้ายฐานการผลิตหลักทั้งหมดจากประเทศไทยไปยังประเทศอินโดนีเซีย
อินโดนีเซียชี้ว่า ปัจจุบันได้มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมการลงทุน ลดขั้นตอนการขออนุญาตในหน่วยงานราชการ และพร้อมจัดแพ็กเกจสิทธิประโยชน์หรือแรงจูงใจ (Incentives) ทุกรูปแบบตามที่ TOYOTA ต้องการ เช่นเดียวกับที่ประสบความสำเร็จในการดึง ค่ายรถยนต์ฮุนได (Hyundai) เข้าไปตั้งโรงงานผลิตก่อนหน้านี้ โดยอินโดนีเซียมองว่าตนเองเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจและประชากรใหญ่ที่สุดในอาเซียน จึงตั้งคำถามว่าเหตุใดศูนย์กลางการผลิตของ TOYOTA จึงยังต้องอยู่ที่ประเทศไทย ทั้งนี้ อินโดนีเซียคาดการณ์ว่าการขยายอุตสาหกรรมยานยนต์จะช่วยสร้างงานให้คนในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 1.5 ล้านคน และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น เหล็ก อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ โลจิสติกส์ และภาคการเงิน
รัฐบาลไทยยอมรับ "รู้สึกหวิว" เร่งหามาตรการลั้งใจนักลงทุน
ด้าน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมของไทย ได้ออกมายอมรับถึงกระแสข่าวดังกล่าวว่า อินโดนีเซียมีความน่าสนใจในมุมมองของผู้ลงทุนหน้าใหม่ และยอมรับว่ารู้สึกหวั่นไหวกับเกมการรุกหนักของประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม ไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์อันยาวนานและมีความเข้าใจกันเป็นอย่างดี รัฐบาลไทยจึงต้องเร่งคิดกลยุทธ์เพื่อ "จีบ" และดึงความมั่นใจของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นให้คงฐานการผลิตไว้ในประเทศไทยต่อไป โดยอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายในการออกมาตรการจูงใจใหม่ๆ
ผู้บริหาร TOYOTA ประเทศไทย ออกโรงชี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางภาษี
นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้โพสต์ข้อความและหารือกับภาครัฐ โดยสะท้อนความกังวลอย่างรุนแรงต่อทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ดังนี้:
ปัญหา Ecosystem เสียหาย: ประเทศไทยใช้เวลาสร้าง อุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive Ecosystem) มานานกว่า 60 ปี จนได้ฉายาว่า "Detroit แห่งเอเชีย" มีห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ชิ้นส่วน แรงงาน และวิศวกรจำนวนมาก แต่การเร่งสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากบางประเทศอย่างสุดตัว กำลังส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมดั้งเดิม
เสียเปรียบด้านการแข่งขัน: รถยนต์ EV นำเข้าจากบางประเทศ (เช่น จีน) ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรภายใต้กรอบ FTA (เสียภาษีนำเข้าต่ำหรือ 0%) และยังได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลไทย 50,000 - 100,000 บาท ขณะที่การผลิตรถยนต์ในประเทศ (ทั้งรถเครื่องยนต์สันดาป internal combustion engine และรถไฮบริด HV/PHEV) ต้องเสียภาษีในทุกขั้นตอนการผลิตชิ้นส่วนและการประกอบ
ได้แค่นำเข้าชิ้นส่วนมา "หยอดกาว ขันน็อต": TOYOTA ตั้งคำถามว่าการขายรถ EV ได้มากขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าตัวรถ หรือนำเข้าแบตเตอรี่และชิ้นส่วนหลักเข้ามาเพียงเพื่อประกอบ ขันน็อต หยอดกาว และเชื่อมสายไฟนั้น สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่การผลิตให้ประเทศไทยแท้จริงหรือไม่ เมื่อเทียบกับระบบ Supply Chain ดั้งเดิมที่กำลังถูกทำลาย
เปรียบเปรยการแข่งขัน: TOYOTA ยืนยันว่าไม่ได้ต่อต้านรถยนต์ EV และสนับสนุน Multi-Pathway (ทางเลือกที่หลากหลายทั้ง EV, Hybrid, Hydrogen, Biofuel) แต่การแข่งขันในปัจจุบันเปรียบเหมือน "การชกใต้เข็มขัด" ที่โครงสร้างภาษีทำให้ผู้ประกอบการที่ตั้งโรงงานและใช้วัตถุดิบในประเทศเสียเปรียบผู้ใช้นำเข้า
คลังเร่งแก้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตร ปรับสมดุลการแข่งขัน
จากแรงกดดันดังกล่าว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (ประธาน/ผู้บริหารระดับสูงที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลัง) และกรมสรรพสามิต ได้เร่งศึกษาการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ใหม่ เพื่อสร้างความเท่าเทียม โดยกำหนดหลักการเบื้องต้นว่า:
ผู้ประกอบการที่ตั้งฐานการผลิตในไทย และใช้ชิ้นส่วนวัตถุดิบภายในประเทศ (Local Supply Chain) จะได้รับอัตราภาษีสรรพสามิตที่ต่ำลง
ผู้ที่นำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปเข้ามาจำหน่ายโดยไม่ได้ตั้งฐานการผลิตหรือไม่มีการจ้างงานในประเทศ จะต้องแบกรับอัตราภาษีที่สูงขึ้น
ปรับโครงสร้างภาษีให้ครอบคลุมทั้งรถยนต์ EV, รถยนต์สันดาป internal combustion และรถยนต์ไฮบริด (Hybrid/PHEV) เพื่อไม่ให้เกิดข้อเสียเปรียบด้านต้นทุน
สัญญาณเตือนจาก JETRO และความเชื่อมั่นภาคธุรกิจต่ำสุดในรอบ 35 เดือน
จากการเปิดเผยของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และองค์การส่งเสริมการค้าการต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO Bangkok) พบว่า บริษัทญี่ปุ่นยังคงให้ความสำคัญกับไทย โดย 23% มีแผนเพิ่มการลงทุน และ 48% มีแผนรักษาระดับการลงทุนเดิม อย่างไรก็ตาม อีก 29% ที่เหลือไม่ได้ระบุว่าจะเพิ่มหรือคงการลงทุน ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มการชะลอหรือลดการลงทุนที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย โดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย) ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในเดือนกรกฎาคม ลดลงต่ำสุดในรอบ 35 เดือน เนื่องจากกำลังซื้อซบเซา หนี้ครัวเรือนสูง ปัญหาการทะลักเข้ามาของสินค้าต่างราคาถูก (เช่น สินค้าจากจีนและเสื้อผ้าจากเวียดนาม) ที่เข้ามาทุ่มตลาดและตัดราคา ทำให้ผู้ประกอบการไทยขาดสภาพคล่อง และภาคธุรกิจเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาดูแลการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมอย่างเร่งด่วน



กระทู้ร้อนแรงที่สุดของวันนี้
























กระทู้ล่าสุด


รูปเด่นน่าดูที่สุดของวันนี้















































